IN THE PRESS

Date : 19 June 2012
 

เอเปคกับเส้นทางสู่ Free Trade Area of the Asia-Pacific (FTAAP)

 

โดย

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ


 

 

 
 

ความเป็นมา

เอเปค เป็นชื่อย่อมาจากคำว่า “Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC)” หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิค  จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 ด้วยความริเริ่มของนาย Bob Hawke  นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ซึ่งขณะนั้นเล็งเห็นว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคนี้ประกอบด้วยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก  เป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะ สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ซึ่งต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก ต้องการใช้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคีนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเปิดเสรีการค้า  

 

เอเปคจึงจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีความร่วมมือ (cooperation forum)  ในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการพัฒนาและส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี  และการลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้า (สินค้าและบริการ) และการลงทุนระหว่างสมาชิก เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค  โดยให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของแกตต์และองค์การการค้าโลก โดยที่ผ่านมา เอเปคเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าการลงทุนของสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเอเปคมีโครงสร้างการทำงานหลายระดับนับตั้งแต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ/คณะทำงาน คณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ  เจ้าหน้าที่อาวุโส  เรื่อยมาจนถึงระดับรัฐมนตรีและผู้นำฯ  รวมทั้งได้เชิญภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการประชุมมาโดยตลอด เอเปคได้มีการจัดทำโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถและข้อเสนอแนะการดำเนินงานสำหรับประเทศสมาชิกในหัวข้อต่างๆ ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมทั้งการต่อต้านการทุจริตและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น

 

เอเปคประกอบด้วยสมาชิก 21 ประเทศมีจำนวนประชากรประมาณ 2,600 ล้านคน หรือ 45% ของประชากรโลก มี GDP มากกว่า 19 ล้านล้าน US$ (57% ของ GDP โลก) มูลค่าการค้าระหว่างสมาชิกเอเปคคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% ของการค้าโลก มีการค้าภายในกลุ่มประมาณ 70%  และการค้ากับประเทศนอกกลุ่มประมาณ 30% ซึ่งนับได้ว่าเป็นเวทีขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2537  เอเปคได้กำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อเปิดเสรีการค้าการลงทุนในภูมิภาค  หรือที่เรียกว่า เป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goals) สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้วภายในปี 2553 และสมาชิกที่กำลังพัฒนาภายในปี 2563

 

ความท้าทายของเอเปค

ด้วยความล่าช้าในการสรุปผลการเจรจารอบโดฮาที่เริ่มต้นการเจรจาตั้งแต่ปี 2544 และยืดเยื้อถึง 11 ปี ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการจัดทำความตกลง FTAs/RTAs ของสมาชิกเอเปคในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจัดทำความตกลง ASEAN Plus FTAs ของประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งเป็นสมาชิกเอเปค (บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม) กับประเทศสมาชิกเอเปคด้วยกัน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งการจัดทำความตกลง P4 ระหว่างสมาชิกเอเปคด้วยกันคือ บรูไน สิงคโปร์ ชิลี นิวซีแลนด์ (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นความตกลง TPP) เอเปคจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะพยายามรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Regional Economic Integration: REI) ให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น  หรือแม้กระทั่ง หากเป็นไปได้เอเปคก็อาจจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia Pacific: FTAAP) โดยสมาชิกเอเปคได้ทำการบ้านกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อศึกษาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ FTAAP เช่น ศึกษาผลกระทบจากการจัดทำ FTAAP ทางเศรษฐกิจต่อสมาชิกเอเปคและโลก ศึกษาวิเคราะห์กลไกในการจัดทำ FTAAP ศึกษาความเหมือน/แตกต่างของข้อบทต่างๆ ในความตกลงการค้าเสรีของสมาชิกเอเปค (เช่น Market Access, Rules of Origin, Customs Procedures, Technical Barriers to Trade เป็นต้น)

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ปี 2553 ณ ญี่ปุ่น มีความเห็นร่วมกันว่า ความตกลง ASEAN Plus FTAs และความตกลง TPP จะเป็นต้นแบบ (building blocks) สำหรับการเจรจาจัดทำ FTAAP ในอนาคต โดยเอเปคจะมีบทบาทเป็นที่บ่มเพาะทางความคิด (Intellectual Incubator) เพื่อนำไปสู่การจัดทำ FTAAP ให้เป็นความตกลงที่ครอบคลุมประเด็นอย่างกว้างขวาง (Comprehensive) มีมาตรฐานและคุณภาพสูง

 

ด้วยข้อมติดังกล่าว เอเปคจึงได้เริ่มดำเนินโครงการ REI Capacity Building Needs Initiative (CBNI) Action Plan Framework ประกอบด้วยการดำเนินงานอาทิ (1) การเตรียมความพร้อม (Preparation)  สำหรับการเจรจาข้อบทต่างๆ ภายใต้ FTAAP (เช่น Scheduling Non-Conforming Measures on Services and Investment, E-Commerce, Labor, Environment, Intellectual Property, SPS, Rules of Origin เป็นต้น) (2) การดำเนินการและกิจกรรมสู่ภายนอก (Implementation and Outreach) ได้แก่ Consensus Building, Institutional Framework, Promotion of FTA/RTA Benefits, Enhancement of FTA/RTA Utilization (3) การวิจัย/วิเคราะห์ (Research/Analysis) เป็นต้น รวมทั้งจัดตั้งกลไกการสืบสานความร่วมมือด้านกฎระเบียบของเอเปคว่าด้วยมาตรฐานและกฎระเบียบทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการค้า พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการค้ากับเทคโนโลยี/พลังงาน/ความมั่นคงด้านอาหาร เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เอเปคยังได้ริเริ่มการหารือประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ (Next Generation Trade and Investment Issues) ที่ควรจะถูกรวมอยู่ใน FTAAP ในอนาคต โดยจัดเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประเด็นที่ถือว่าเป็นประเด็นดั้งเดิม แต่ต้องได้รับการจัดการ (Address) ในรูปแบบใหม่เนื่องจากบริบทและสภาพแวดล้อมของการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป และ 2) ประเด็นที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนและไม่ถือเป็นประเด็นการค้าในอดีต แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในปี 2554 เอเปคได้เห็นชอบการหารือและดำเนินงาน 2 เรื่องคือ 1) การเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  เช่น การจัดสัมมนาเพื่อระบุมาตรการที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของ SMEs ในการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่การผลิต เพื่อระบุแนวทางการส่งเสริมการใช้ ICTs/ IPR เป็นต้น และ 2) การผลักดันนโยบายทางนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เช่น การส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อนวัตกรรม “innovation- friendly policy” เพื่อให้ผู้ที่มีบทบาทในการสร้างนวัตกรรม เช่น บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน บริษัทร่วมลงทุน สถาบันวิจัย สามารถพัฒนานวัตกรรมและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้บรรยากาศของการค้าที่เสรี เป็นธรรม และโปร่งใส เช่น ไม่ควรมีการกำหนดเทคโนโลยีหรือมาตรฐานเฉพาะ  ให้การคุ้มครองการแข่งขัน ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการออกกฎหมาย เปิดให้มีการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ เป็นต้น การหารือประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ของเอเปคได้สร้างความตื่นตัวในการพัฒนาแนวคิด/การเตรียมความพร้อมของสมาชิกสำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรีรูปแบบใหม่ (Next Generation FTA) ในอนาคตอันใกล้นี้

 

ทำไมต้อง ASEAN Plus FTAs และ TPP (Asian Track vs. TPP Track) ?

เอเชียและแปซิฟิคยังคงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงและกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าและการลงทุนของโลก ในขณะที่ยุโรปและสหรัฐฯ ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นยุคทองของประเทศในเอเชียและแปซิฟิค แนวโน้มดังกล่าวทำให้เกิดเวทีการเจรจาที่สำคัญเพื่อแย่งชิงบทบาทผู้นำในภูมิภาคนี้ โดยการสร้างพันธมิตรระหว่างกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศอาเซียน เวทีดังกล่าวประกอบด้วย

 

(1) Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ซึ่งอาเซียนเตรียมการที่จะเปิดเจรจาในช่วงปลายปีนี้ โดยมีพัฒนาการจาก ASEAN Plus FTAs เพื่อให้อาเซียนเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) ขับเคลื่อนการจัดทำความตกลงฉบับนี้กับคู่ภาคีอาเซียนได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ทั้งนี้ อาเซียนมีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ความตกลง RCEP เป็นความตกลงที่มีลักษณะเป็น Comprehensive Agreement ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการเข้าถึงตลาด (การลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน) การอำนวยความสะดวกทางการค้าและภาคธุรกิจ มาตรการเยียวยาทางการค้า รวมถึงเปิดกว้างให้มีการพิจารณาประเด็นใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน เช่น เรื่องนโยบายการแข่งขัน และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวทางภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้ จีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นสมาชิกเอเปคร่วมกันผลักดันให้อาเซียนเตรียมการเปิดเจรจา RCEP โดยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตั้งเป้าหมายที่จะประกาศเปิดการเจรจา RCEP ในโอกาสการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ ทั้งนี้ ในปี 2553 RCEP มีสัดส่วนต่อการค้าโลกคิดเป็น 27.30%

 

(2) ความตกลง TPP ซึ่งสมาชิกเอเปค 9 ประเทศได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดเสรีขั้นสูงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก เป็นความตกลงที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง (comprehensive) เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 ทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน ตลอดจนการปฎิรูป (Reform) และการสร้างความสอดคล้อง (Harmonization) ในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ เช่น ด้าน นโยบายการแข่งขัน (Competition Policy) การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Government Procurement) ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยสหรัฐฯ ซึ่งตระหนักว่าอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญในเอเชียและมีความผูกพันกับสหรัฐฯ สูงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ก็ได้แสดงท่าทีโน้มน้าวให้สมาชิกอาเซียนอีก 3 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกเอเปคที่ยังไม่ได้เข้าร่วม TPP ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เข้าร่วม TPP ด้วยในอนาคต ทั้งนี้ ในปี 2553 TPP มีสัดส่วนต่อการค้าโลกคิดเป็น 16.70%

 

ก้าวต่อไปของเอเปคและไทย

การมีเวทีเจรจา FTA ที่สำคัญถึง 2 เวทีในภูมิภาคจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้วเอเปคจะสามารถผลักดันเป้าหมายในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิคหรือ FTAAP ให้สำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ โดยการผนวกรวม RCEP และ TPP เข้าไว้ด้วยกันหรือต่อยอดการดำเนินงานของ FTA ฉบับใดฉบับหนึ่ง ทั้งนี้ ความสำเร็จของเอเปคในการพัฒนาเส้นทางสู่ FTAAP นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาภายใต้ RCEP และ TPP ประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ และประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างการค้ากับประเด็นอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี พลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร เป็นต้น ผ่านการพัฒนาโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถต่างๆ ต่อไป

 

ไทยซึ่งเป็นประเทศสมาชิกเอเปคและอาเซียนอยู่ในฐานะที่จะได้รับประโยชน์อย่างมากประเทศหนึ่ง ทั้งจากการเข้าร่วมกิจกรรมและ/หรือเสนอจัดทำโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถต่างๆ โดยเฉพาะโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพสำหรับนำไปสู่การจัดทำความตกลงที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูง รวมทั้งจากการผลักดันแนวคิด ASEAN Centrality เพื่อช่วยรักษาบทบาทของอาเซียนในการขับเคลื่อนการดำเนินการและการเจรจาการเปิดเสรีการค้าภายในภูมิภาคนี้ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรต้องเร่งหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเวทีเอเปค เพื่อเตรียมความพร้อมของไทย เพื่อรองรับวิวัฒนาการของการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

----------------------------

 

 


 

 

 

Bookmark and Share
 
Unsubscribe from Newsletter
Email
   
พลังหนุนเอสเอ็มอี (2)
พลังหนุนเอสเอ็มอี (1)
บทบาทใหม่อีเรีย (1)
7 เดือน 7 เรื่อง(1)
7 เดือน 7 เรื่อง(2)
Thai Rising?
ASEAN Rising
OECD ของอาเซียน (2)
OECD ของอาเซียน (1)
เคมีภัณฑ์ (2)
เคมีภัณฑ์ (1)
ราคายางตก ยางออก (2)
ราคายางตก ยางออก (1)
การเเข่งขันอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า
10 ห่วง จีเอ็มเอส
อย่าคิดแค่
อาเซียนในเอเปก
2558 แล้วไงต่อ
ความร่วมมือที่ยังท้าทาย
ขีดแข่งขันอัญมณีไทย 2
ขีดแข่งขันอัญมณีไทย
ลุ้นประโยชน์ AIIB
การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
การแข่งขันในอุตสาหกรรมยายนต์ 2
การแข่งขันในอุตสาหกรรมยายนต์ 1
ความมั่งคงด้านอาหาร
เสถียรภาพ - การแข่งขันในตลาดโลก
ความชอบธรรมของรัฐบาล
ท่องเที่ยวมีจุดขาย
ท่องเที่ยวมีราคา
คุณภาพ-แทรกเเซง
อาเซียนบนมาตรฐานโลก
GMS กับ ASEAN Connectivity
โอกาสทองที่จีเอ็มเอส
บันเทิง- บันได-บรรลุ
ถักทอเส้นฝ้ายไหมงามสู่เออีซี
เรื่องที่รัฐลืมมอง
เปิดเสรีไม่ใช่ขายชาติ
เมื่อตะวันตกมองอาเซียน (จบ)
เมื่อตะวันตกมองอาเซียน(1)
หนุนภาครัฐเจรจาการค้าเน้นคลุมทุกมิติ
ก้าวใหญ่กว่า AEC ก้าวสู่ RCEP (จบ)
ก้าวใหญ่กว่า AEC ก้าวสู่ RCEP (1)
ึความเร็วสูงระยะยาว (จบ)
ความเร็วสูง.......ระยะยาว
"ซิงเกิล วินโดว์" โอกาสของธุรกิจส่งออก
โลจิสติกส์กับโอกาส
เสรีอย่างไร?
เปิดเสรีสาธารณสุขเป็นอย่างไร
เปิดเสรี
เอเปคกับเส้นทางสู่ Free Trade Area of the Asia-Pacific (FTAAP)
Thriving in the Age of Paradox
The Germination of Asian Financial Security
รอวิกฤติก่อน
บทสุดท้ายเริ่มที่ AEC
ใหญ่เล็กไม่สำคัญ
ประเทศไทยขาดอาหาร
AEC เริ่มต้นเมื่อวานนี้
สงครามโลกครั้งที่ 4
เขตการค้าเสรีเอเปก....ไทยยืนอยูที่ไหน
โลจิสติกส์ไทยในอาเซียน
มองข้ามชอต....หลังโดฮา
ถ้าการเจรจาโดฮาจบลงได้ไทยจะได้อะไร
"โดฮา" เมื่อไรจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ราคาย
อย่าคิดแค่ "อยู่ตรงกลา
Introducing help Video
'Live' on YouTube
          Facebook     YouTube     flickr